แชมป์มวยโลก ชาวไทย ฟ้าลั่น ลูกมิ่งขวัญ ( 9 )

แพนแปซิฟิกรุ่นไลท์ฟลายเวท (2545 – 2547)

ชิง, 26 เมษายน 2545 ชนะคะแนน ฮูลิโอ ดีลาบาเซส (อินโดนีเซีย) ที่ กรุงเทพฯ

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 1, 12 กันยายน 2545 ชนะคะแนน มูน จอง มิน (ธงของประเทศเกาหลีใต้ เกาหลีใต้) ที่ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 2, 26 กุมภาพันธ์ 2546 ชนะน็อคยก 7 โรเบิร์ต คอสเตโล (ฟิลิปปินส์) ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี กรุงเทพฯ

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 3, 30 เมษายน 2546 ชนะน็อคยก 6 จิมมี่ คาเปเซโน (ฟิลิปปินส์) ที่ เชียงใหม่

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 4, 20 มิถุนายน 2546 ชนะน็อคยก 4 โรแลนโด อดันเต ที่ แกรนด์สปอร์ตปาร์ก กรุงเทพฯ

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 5, 23 กันยายน 2546 ชนะน็อคยก 7 แฟลซ อีราแฮม (ฟิลิปปินส์) ที่ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ

แชมป์มวยโลก ชาวไทย ฟ้าลั่น ลูกมิ่งขวัญ ( 8 )

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 5, 12 กรกฎาคม 2539 ชนะคะแนน ออร์ลันโด มาโลน (  สหรัฐ) ที่ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 6, 13 กันยายน 2539 ชนะคะแนน ฮาเวียร์ ฮัวเรซ (เม็กซิโก) ที่ โรงเรียนมหาสารคามพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 7, 10 พฤษภาคม 2540 ชนะคะแนน วูโย โตยิเซ (แอฟริกาใต้) ที่ สนามกีฬามหาราชา อำเภอสุไหง-โกลก จังหวัดนราธิวาส

ป้องกันแชมป์ครั้งที่ 8, 12 กุมภาพันธ์ 2542 ชนะน็อคยก 5 จูลี่ ตากาล็อก (ฟิลิปปินส์) ที่ สุราษฎร์ธานี

พฤศจิกายน 2543 ถูกปลด

แชมป์มวยโลกชาวไทย เทพฤทธิ์ สิงห์วังชา ( 6 )

หลังจากเสียแชมป์โลกไปแล้ว เทพฤทธิ์ยังได้ชกมวยต่อ จนคว้าแชมป์พาบา ในรุ่นแบนตั้มเวท (118 ปอนด์) มาได้ โดยชกครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ที่แขวงสุวรรณเขต ประเทศลาว และหลังจากนั้นเจ้าตัวได้หยุดการชกมวยลง เนื่องจากต้องการแขวนนวม แต่ได้เปลี่ยนใจและหันมาชกมวยอีกครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 เท่ากับว่าได้หยุดชกไปนานถึง 1 ปีเต็ม[6] โดยเทพฤทธิ์กลับมาชกเคลื่อนไหวอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ซึ่งตรงกับ วันวาเลนไทน์ ในปีนั้น โดยสามารถชนะคะแนน โจอาควิม มาแฮ นักมวยชาวฝรั่งเศส ที่เวทีมวยพัทยาบ็อกซื่งเวิลด์ เมืองพัทยา ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในการชกกำหนด 6 ยก

แชมป์มวยโลกชาวไทย เทพฤทธิ์ สิงห์วังชา ( 5 )

เทพฤทธิ์สามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกเอาไว้ได้ถึง 3 ครั้งติดต่อกัน กับนักมวยชาวญี่ปุ่นทั้งหมด ถึงประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งได้รับฉายาว่า “เจแปน คิลเลอร์” แม้จะมีจุดอ่อน คือ การป้องกันตัว เพราะในการชกแต่ละครั้ง เทพฤทธิ์มักทำการ์ดตกข้างลำตัว แต่ครั้งในที่ 4 ในวันสิ้นปี พ.ศ. 2555 กับ โคเฮอิ โคโนะ นักมวยอายุ 32 ที่เคยชิงแชมป์โลกมาแล้วก่อนหน้านี้ถึง 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เทพฤทธิ์กลับเป็นฝ่ายแพ้ทีเคโอไปในยกที่ 4 ด้วยการถูกชกล้มถึง 3 ครั้ง เพราะจุดอ่อนคือการ์ดตก และเมื่อโดนหมัดเข้าไปแล้วยังเข้าไปแลกหมัดด้วย ทำให้โคโนะได้กลายเป็นแชมป์โลกไปทันที และถือเป็นการแพ้น็อกครั้งแรกในชีวิตของเทพฤทธิ์ด้วย

แชมป์มวยโลกชาวไทย เม็ดเงิน กระทิงแดงยิม (3)

หลังจากที่ปาเกียวได้แพ้เม็ดเงินไปแล้ว ก็เลื่อนรุ่นขึ้นไปชกในรุ่นที่ใหญ่กว่าเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ไปชกที่สหรัฐอเมริกา จนกระทั่งมีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา กลายเป็นนักมวยที่มีค่าตัวหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เม็ดเงินในช่วงเวลาเดียวกัน กลับเป็นนักมวยชกเพียงคู่ประกอบรายการใหญ่ ได้ค่าตัวเพียงครั้งละ 15,000 หมื่นบาทเท่านั้น

แชมป์มวยโลกชาวไทย เม็ดเงิน กระทิงแดงยิม (2)

เม็ดเงิน ซึ่งเป็นนักมวยในสังกัดเดียวกับฉัตรชัย จึงได้ขึ้นชกที่เป็นเสมือนการล้างตาแทน และสามารถเอาชนะน็อกปาเกียวไปได้ในยกที่ 3 ในกลางปี พ.ศ. 2542 ซึ่งก่อนหน้านั้นปาเกียวได้สูญเสียแชมป์โลกไปแล้ว เพราะไม่อาจทำน้ำหนักให้อยู่พิกัด 112 ปอนด์ได้ หลังจากชั่งน้ำหนักมาแล้วถึง 5 ครั้ง

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป บัลลงดอร์ ( 27 )

1965 – นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปียุโรป

แข้งที่ได้ฉายาว่า “ไอ้เสือดำ” เป็นนักเตะโปรตุเกสและนักเตะเบนฟิก้าคนแรกที่ได้รางวัลบัลลงดอร์ นอกจากนี้ในปี 1965 นี้เอง เขายังได้แชมป์ลีกโปรตุเกสอีกหนึ่งสมัย จากทั้งสิ้น 11 สมัยตลอดชีวิตค้าแข้ง

1966 – ดาวเด่นฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก 1966 ถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมในเชิงลูกหนังของยูเซบิโอ กองหน้าแดนฝอยทองจารึกชื่อตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยม ทำได้ 9 ประตูในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว รวมถึง 4 ประตูในเกมปราบเกาหลีเหนือ ทีมของเขาพ่ายต่อทีมชาติอังกฤษไปในรอบรองชนะเลิศ 2-1 หลังจบเกมยูเซบิโอถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจ แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็คว้าอันดับสามมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่

นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป บัลลงดอร์ ( 26 )

ยูเซบิโอเล่นในรอบชิงชนะเลิศ ยูโรเปี้ยน คัพ 4 ครั้ง แต่เขาได้แชมป์เพียงสมัยเดียวคือในปี 1962 ซึ่งเขาอายุ 20 ปี และทำได้ 2 ประตูในเกมปราบเรอัล มาดริด 5-3 ที่อัมส์เตอร์ดัม ซึ่งเป็นความสำเร็จครั้งที่สองของสโมสรในรอบหลายปี นอกจากนี้เขายังเคยแพ้ในรอบชิงชนะเลิศต่อ เอซี มิลาน (1963), อินเตอร์ มิลาน (1965) และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (1968) อีกด้วย

แชมป์มวยโลกชาวไทย แสน ส.เพลินจิต ( 9 )

ต่อมาในกลางปี พ.ศ. 2548 แสนมีข่าวปรากฏตามสื่อมวลชนว่ามีชีวิตที่ลำบาก และอยากจะขอความช่วยเหลือจากสังคมเนื่องจากไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง และต่อมาก็พบว่าสร้อยคอทองคำที่ได้รับจากบรรดาผู้สนับสนุนก่อนการชกแต่ละครั้งนั้น รวมแล้วเป็นน้ำหนักกว่า 500 บาท กว่าครึ่งเป็นทองปลอม

ปัจจุบัน แสนทำงานเป็นผู้ฝึกสอนมวยไทยและมวยสากลให้แก่บุคคลทั่วไปซึ่งมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ในฐานะลูกจ้างของ สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (สกพ.,ปัจจุบันคือกรมพลศึกษา) โดยเริ่มทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ได้รับเงินเดือนเดือนละ 8,000 บาท โดยหลังจากเสียแชมป์โลกไปแล้ว แสนได้ส่วนแบ่งเงินรางวัลมาทั้งหมดราว 10 ล้านบาท

แชมป์มวยโลกชาวไทย แสน ส.เพลินจิต ( 8 )

ชีวิตหลังเสียแชมป์

แสนหยุดชกไปตลอดปี 2540 กลับมาชกอีกครั้งในปี 2541 โดยย้ายไปอยู่ในสังกัดของ “เสี่ยเน้า” วิรัตน์ วชิรรัตนวงศ์ และเลื่อนรุ่นไปชกในรุ่นซูเปอร์ฟลายเวท โดยมีเป้าหมายอยู่ที่แชมป์โลกซูเปอร์ฟลายเวท ของสภามวยโลก (WBC) แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้มีโอกาสชิงแชมป์ ต่อมา จึงกลับมาอยู่กับทรงชัย รัตนสุบรรณอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ชิงแชมป์อีก ในช่วงท้ายของชีวิตการชกมวย ในปี พ.ศ. 2545 และ ปี พ.ศ. 2546 แสนเดินทางไปชกถึงประเทศญี่ปุ่นถึง 2 ครั้ง หนึ่งในนั้นได้พบกับ โจอิชิโร่ ทัตสุโยชิ อดีตแชมป์โลกแบนตั้มเวท ของสภามวยโลก ด้วย ซึ่งแสนเป็นฝ่ายแพ้ทีเคโอไปยกที่ 6 ก่อนจะแขวนนวมไป